51034592

การใช้ BLBlog

{ 01:27, 27 August 2008 } { 0 comments } { Link }

วิธีการติดตั้งและใช้งาน BLBiog

  1   โดยเริ่มต้นตั้งโปรแกรม Putty แล้วทำเข้างานที่ Server ชื่อ seashore.buu.ac.th โดยการกรอกที่ช่อง host name (or IP Address) และคลิกที่ปุ่ม Open

  2    จากนั้นโปรแกรมจะให้กรอก username และ password

  3   เมื่อเข้าใช้งาน Server ชื่อ seashore.buu.ac.th เรียบร้อยแล้ว ให้ทำการดาวน์โหลด และตั้งโปรแกรม blblog ๓ยในไดเร็คเทอรี public_html (หากไม่มีให้สร้างขึ้นมาก่อนด้วยคำสั่ง mkdi



ไวรัสคอมพิวเตอร์คืออะไร

{ 12:53, 20 August 2008 } { 0 comments } { Link }

 

ไวรัสคืออะไร

ประเภทของไวรัส

อาการของเครื่องที่ติดไวรัส

การตรวจหาไวรัส

คำแนะนำและการป้องกันไวรัส

การกำจัดไวรัส

ไวรัสคืออะไร

ไวรัส คือโปรแกรมชนิดหนึ่งที่มีความสามารถในการสำเนาตัวเองเข้าไปติดอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ได้และถ้ามีโอกาสก็สามารถแทรกเข้าไประบาดในระบบคอมพิวเตอร์อื่น ๆ ซึ่งอาจเกิดจากการนำเอาดิสก์ที่ติดไวรัสจากเครื่องหนึ่งไปใช้อีกเครื่องหนึ่ง หรืออาจผ่านระบบเครือข่ายหรือระบบสื่อสารข้อมูลไวรัสก็อาจแพร่ระบาดได้เช่นกัน

การที่คอมพิวเตอร์ใดติดไวรัส หมายถึงว่าไวรัสได้เข้าไปผังตัวอยู่ในหน่วยความจำ คอมพิวเตอร์ เรียบร้อยแล้ว เนื่องจากไวรัสก็เป็นแค่โปรแกรม ๆ หนึ่งการที่ไวรัสจะเข้าไปอยู่ ในหน่วยความจำได้นั้นจะต้องมีการถูกเรียกให้ทำงานได้นั้นยังขึ้นอยู่กับประเภทของไวรัส แต่ละตัวปกติผู้ใช้มักจะไม่รู้ตัวว่าได้ทำการปลุกคอมพิวเตอร์ไวรัสขึ้นมาทำงานแล้ว

จุดประสงค์ของการทำงานของไวรัสแต่ละตัวขึ้นอยู่กับตัวผู้เขียนโปรแกรมไวรัสนั้น เช่น อาจสร้างไวรัสให้ไปทำลายโปรแกรมหรือข้อมูลอื่น ๆ ที่อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือ แสดงข้อความวิ่งไปมาบน หน้าจอ เป็นต้น

ประเภทของไวรัส

บูตเซกเตอร์ไวรัส

Boot Sector Viruses หรือ Boot Infector Viruses คือไวรัสที่เก็บตัวเองอยู่ในบูตเซกเตอร์ ของดิสก์ การใช้งานของบูตเซกเตอร์คือ เมื่อเครื่องคอมพิวเตอร์เริ่มทำงานขึ้นมาตอนแรก เครื่อง จะเข้าไปอ่านบูตเซกเตอร์ โดยในบูตเซกเตอร์จะมีโปรแกรมเล็ก ๆ ไว้ใช้ในการเรียกระบบ ปฎิบัติการขึ้นมาทำงานอีกทีหนึ่ง บูตเซกเตอร์ไวรัสจะเข้าไปแทนที่โปรแกรมดังกล่าว และไวรัส ประเภทนี้ถ้าไปติดอยู่ในฮาร์ดดิสก์ โดยทั่วไป จะเข้าไปอยู่บริเวณที่เรียกว่า Master Boot Sector หรือ Parition Table ของฮาร์ดดิสก์นั้น

ถ้าบูตเซกเตอร์ของดิสก์ใดมีไวรัสประเภทนี้ติดอยู่ ทุก ๆ ครั้งที่บูตเครื่องขึ้นมาโดย พยายามเรียก ดอสจากดิสก์นี้ ตัวโปรแกรมไวรัสจะทำงานก่อนและจะเข้าไปฝังตัวอยู่ใน หน่วยความจำเพื่อเตรียมพร้อมที่ จะทำงานตามที่ได้ถูกโปรแกรมมา แล้วตัวไวรัสจึงค่อยไป เรียกดอสให้ขึ้นมาทำงานต่อไป ทำให้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

โปรแกรมไวรัส

Program Viruses หรือ File Intector Viruses เป็นไวรัสอีกประเภทหนึ่งที่จะติดอยู่กับโปรแกรม ซึ่งปกติก็คือ ไฟล์ที่มีนามสกุลเป็น COM หรือ EXE และบางไวรัสสามารถเข้า ไปติดอยู่ในโปรแกรมที่มีนามสกุลเป็น sys และโปรแกรมประเภท Overlay Programsได้ด้วย โปรแกรมโอเวอร์เลย์ปกติจะเป็นไฟล์ที่มีนามสกุลที่ขึ้นต้นด้วย OV วิธีการที่ไวรัสใช้เพื่อที่จะ เข้าไปติดโปรแกรมมีอยู่สองวิธี คือ การแทรกตัวเองเข้าไปอยู่ในโปรแกรมผลก็คือหลังจากท ี่ โปรแกรมนั้นติดไวรัสไปแล้ว ขนาดของโปรแกรมจะใหญ่ขึ้น หรืออาจมีการสำเนาตัวเองเข้าไปทับส่วนของโปรแกรมที่มีอยู่เดิมดังนั้นขนาดของโปรแกรมจะไม่เปลี่ยนและยากที่ จะซ่อมให้กลับเป็นดังเดิม

การทำงานของไวรัส โดยทั่วไป คือ เมื่อมีการเรียกโปรแกรมที่ติดไวรัส ส่วนของไวรัสจะทำงานก่อนและจะถือโอกาสนี้ฝังตัวเข้าไปอยู่ในหน่วยความจำทันทีแล้วจึงค่อยให้ โปรแกรมนั้นทำงานตามปกติต่อไป เมื่อไวรัสเข้าไปฝังตัวอยู่ในหน่วยความจำแล้ว หลัง จากนี้ไปถ้ามีการเรียกโปรแกรมอื่น ๆ ขึ้นมาทำงานต่อ ตัวไวรัสก็จะสำเนาตัวเองเข้าไป ในโปรแกรมเหล่านี้ทันที เป็นการแพร่ระบาดต่อไป

วิธีการแพร่ระบาดของโปรแกรม ไวรัสอีกแบบหนึ่งคือ เมื่อมีการเรียกโปรแกรมที่มีไวรัสติดอยู่ ตัวไวรัสจะเข้าไปหาโปรแกรมอื่น ๆ ที่อยู่ในดิสก์เพื่อทำสำเนาตัวเองลงไปทันทีแล้วจึงค่อยให้โปรแกรมที่ถูกเรียก นั้นทำงานตามปกติต่อไป

ม้าโทรจัน

ม้าโทรจัน (Trojan Horse) เป็นโปรแกรมที่ถูกเขียนขึ้นมาให้ทำตัวเหมือนว่าเป็น โปรแกรมธรรมดาทั่ว ๆ ไป เพื่อหลอกล่อผู้ใช้ให้ทำการเรียกขึ้นมาทำงาน แต่เมื่อ ถูกเรียกขึ้นมาแล้ว ก็จะเริ่มทำลายตามที่โปรแกรมมาทันที ม้าโทรจันบางตัวถูกเขียนขึ้นมาใหม่ทั้ง ชุด โดยคนเขียนจะทำการตั้งชื่อโปรแกรมพร้อมชื่อรุ่นและคำอธิบายการใช้งานที่ดูสมจริง เพื่อหลอกให้คนที่จะเรียกใช้ตายใจ

จุดประสงค์ของคนเขียนม้าโทรจันอาจจะเช่นเดียวกับคนเขียนไวรัส คือ เข้าไปทำ อันตรายต่อข้อมูลที่มีอยู่ในเครื่อง หรืออาจมีจุดประสงค์เพื่อที่จะล้วงเอาความลับของระบบ คอมพิวเตอร์

ม้าโทรจันนี้อาจจะถือว่าไม่ใช่ไวรัส เพราะเป็นโปรแกรมที่ถูกเขียนขึ้นมาโดด ๆ และจะไม่มีการเข้าไปติดในโปรแกรมอื่นเพื่อสำเนาตัวเอง แต่จะใช้ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของ ผู้ใช้เป็นตัวแพร่ระบาดซอฟต์แวร์ที่มีม้าโทรจันอยู่ในนั้นและนับว่าเป็นหนึ่งในประเภทของโปรแกรม ที่มีความอันตรายสูง เพราะยากที่จะตรวจสอบและสร้างขึ้นมาได้ง่าย ซึ่งอาจใช้แค่แบตซ์ไฟล์ก็สามารถโปรแกรมประเภทม้าโทรจันได้

โพลีมอร์ฟิกไวรัส

Polymorphic Viruses เป็นชื่อที่ใช้ในการเรียกไวรัสที่มีความสามารถในการแปรเปลี่ยนตัวเอง ได้เมื่อมีสร้างสำเนาตัวเองเกิดขึ้น ซึ่งอาจได้หถึงหลายร้อยรูปแบบ ผลก็คือ ทำให้ไวรัสเหล่านี้ยากต่อการถูกตรวจจับ โดยโปรแกรมตรวจหาไวรัสที่ใช้วิธีการสแกนอย่างเดียว ไวรัสใหม่ ๆ ในปัจจุบันที่มีความสามารถนี้เริ่มมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ

สทีลต์ไวรัส

Stealth Viruses เป็นชื่อเรียกไวรัสที่มีความสามารถในการพรางตัวต่อการตรวจจับได้ เช่น ไฟล์อินเฟกเตอร์ ไวรัสประเภทที่ไปติดโปรแกรมใดแล้วจะทำให้ขนาดของ โปรแกรมนั้นใหญ่ขึ้น ถ้าโปรแกรมไวรัสนั้นเป็นแบบสทีลต์ไวรัส จะไม่สามารถตรวจดูขนาดที่แท้จริง ของโปรแกรมที่เพิ่มขึ้นได้ เนื่องจากตัว ไวรัสจะเข้าไปควบคุมดอส เมื่อมีการใช้คำสั่ง DIR หรือโปรแกรมใดก็ตามเพื่อตรวจดูขนาดของโปรแกรม ดอสก็จะแสดงขนาดเหมือนเดิม ทุกอย่างราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น

อาการของเครื่องที่ติดไวรัส

สามารถสังเกตุการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ถ้ามีอาการดังต่อไปนี้อาจเป็นไปได้ว่าได้มีไวรัสเข้าไปติดอยู่ในเครื่องแล้ว อาการที่ว่านั้นได้แก่

§         ใช้เวลานานผิดปกติในการเรียกโปรแกรมขึ้นมาทำงาน

§         ขนาดของโปรแกรมใหญ่ขึ้น

§         วันเวลาของโปรแกรมเปลี่ยนไป

§         ข้อความที่ปกติไม่ค่อยได้เห็นกลับถูกแสดงขึ้นมาบ่อย ๆ

§         เกิดอักษรหรือข้อความประหลาดบนหน้าจอ

§         เครื่องส่งเสียงออกทางลำโพงโดยไม่ได้เกิดจากโปรแกรมที่ใช้อยู่

§         แป้นพิมพ์ทำงานผิดปกติหรือไม่ทำงานเลย

§         ขนาดของหน่วยความจำที่เหลือลดน้อยกว่าปกติ โดยหาเหตุผลไม่ได้

§         ไฟล์แสดงสถานะการทำงานของดิสก์ติดค้างนานกว่าที่เคยเป็น

§         ไฟล์ข้อมูลหรือโปรแกรมที่เคยใช้อยู่ ๆ ก็หายไป

§         เครื่องทำงานช้าลง

§         เครื่องบูตตัวเองโดยไม่ได้สั่ง

§         ระบบหยุดทำงานโดยไม่ทราบสาเหตุ

§         เซกเตอร์ที่เสียมีจำนวนเพิ่มขึ้นโดยมีการรายงานว่าจำนวนเซกเตอร์ที่เสียมีจำนวน เพิ่มขึ้นกว่าแต่ก่อนโดยที่

§         ยังไม่ได้ใช้โปรแกรมใดเข้าไปตรวจหาเลย

การตรวจหาไวรัส

การสแกน

โปรแกรมตรวจหาไวรัสที่ใช้วิธีการสแกน (Scanning) เรียกว่า สแกนเนอร์ (Scanner) โดยจะมีการดึงเอาโปรแกรมบางส่วนของตัวไวรัสมาเก็บไว้เป็นฐานข้อมูล ส่วนที่ดึงมานั้นเราเรียกว่า ไวรัสซิกเนเจอร์ (VirusSignature)และเมื่อสแกนเนอร์ถูกเรียกขึ้นมาทำงานก็จะเข้าตรวจหาไวรัสในหน่วยความจำ บูตเซกเตอร์และไฟล์โดยใช้ ไวรัสซิกเนเจอร์ที่มีอยู่

ข้อดีของวิธีการนี้ก็คือ เราสามารถตรวจสอบซอฟแวร์ที่มาใหม่ได้ทันทีเลยว่าติดไวรัสหรือไม่ เพื่อป้องกันไม่ให้ไวรัสถูกเรียกขึ้นมาทำงานตั้งแต่เริ่มแรก แต่วิธีนี้มีจุดอ่อนอยู่หลายข้อ คือ

1.   ฐานข้อมูลที่เก็บไวรัสซิกเนเจอร์จะต้องทันสมัยอยู่เสมอ แลครอบคลุมไวรัสทุกตัว มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

2.   เพราะสแกนเนอร์จะไม่สามารถตรวจจับไวรัสที่ยังไม่มี ซิกเนเจอร์ของไวรัสนั้นเก็บอยู่ในฐานข้อมูลได้

3.   ยากที่จะตรวจจับไวรัสประเภทโพลีมอร์ฟิก เนื่องจากไวรัสประเภทนี้เปลี่ยนแปลง ตัวเองได้

4.   จึงทำให้ไวรัสซิกเนเจอร์ที่ใช้สามารถนำมาตรวจสอบได้ก่อนที่ไวรัส จะเปลี่ยนตัวเองเท่านั้น

5.   ถ้ามีไวรัสประเภทสทีลต์ไวรัสติดอยู่ในเครื่องตัวสแกนเนอร์อาจจะไม่สามารถ ตรวจหาไวรัสนี้ได้

6.   ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความฉลาดและเทคนิคที่ใช้ของตัวไวรัสและ ของตัวสแกนเนอร์เองว่าใครเก่งกว่า

7.   เนื่องจากไวรัสมีตัวใหม่ ๆ ออกมาอยู่เสมอ ๆ ผู้ใช้จึงจำเป็นจะต้องหาสแกนเนอร์ ตัวที่ใหม่ที่สุดมาใช้

8.   มีไวรัสบางตัวจะเข้าไปติดในโปรแกรมทันทีที่โปรแกรมนั้นถูกอ่าน และถ้าสมมติ

9.   ว่าสแกนเนอร์ที่ใช้ไม่สามารถตรวจจับได้  และถ้าเครื่องมีไวรัสนี้ติดอยู่ เมื่อมีการ

10.                     เรียกสแกนเนอร์ขึ้นมาทำงาน สแกนเนอร์จะเข้าไปอ่านโปรแกรมทีละโปรแกรม เพื่อตรวจสอบ

11.                     ผลก็คือจะทำให้ไวรัสตัวนี้เข้าไปติดอยู่ในโปรแกรมทุกตัวที่ถูก สแกนเนอร์นั้นอ่านได้

12.                     สแกนเนอร์รายงานผิดพลาดได้   คือ ไวรัสซิกเนเจอร์ที่ใช้บังเอิญไปตรงกับที่มี

13.                     อยู่ในโปรแกรมธรรมดาที่ไม่ได้ติดไวรัส ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในกรณีที่ไวรัสซิกเนเจอร์ ที่ใช้มีขนาดสั้นไป

14.                     ก็จะทำให้โปรแกรมดังกล่าวใช้งานไม่ได้อีกต่อไป

การตรวจการเปลี่ยนแปลง

การตรวจการเปลี่ยนแปลง คือ การหาค่าพิเศษอย่างหนึ่งที่เรียกว่า เช็คซัม (Checksum) ซึ่งเกิดจากการนำเอาชุดคำสั่งและ ข้อมูลที่อยู่ในโปรแกรมมาคำนวณ หรืออาจใช้ข้อมูลอื่น ๆ ของไฟล์ ได้แก่ แอตริบิวต์ วันและเวลา เข้ามารวมในการคำนวณด้วย เนื่องจากทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นคำสั่งหรือข้อมูลที่อยู่ในโปรแกรม จะถูกแทนด้วยรหัสเลขฐานสอง เราจึงสามารถนำเอาตัวเลขเหล่านี้มาผ่านขั้นตอนการคำนวณทางคณิตศาสตร์ได้ ซึ่งวิธีการคำนวณเพื่อหาค่าเช็คซัมนี้มีหลายแบบ และมีระดับการตรวจสอบแตกต่างกันออกไป เมื่อตัวโปรแกรม ภายในเกิดการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าไวรัสนั้นจะใช้วิธีการแทรกหรือเขียนทับก็ตาม เลขที่ได้จากการคำนวณครั้งใหม่ จะเปลี่ยนไปจากที่คำนวณได้ก่อนหน้านี้

ข้อดีของการตรวจการเปลี่ยนแปลงก็คือ สามารถตรวจจับไวรัสใหม่ ๆ ได้ และยังมีความสามารถในการตรวจจับไวรัสประเภทโพลีมอร์ฟิกไวรัสได้อีกด้วย แต่ก็ยังยากสำหรับสทีลต์ไวรัส ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความฉลาดของโปรแกรมตรวจหาไวรัสเองด้วยว่าจะสามารถถูกหลอกโดยไวรัสประเภทนี้ได้หรือไม่ และมีวิธีการตรวจการเปลี่ยนแปลงนี้จะตรวจจับไวรัสได้ก็ต่อเมื่อไวรัสได้เข้าไปติดอยู่ในเครื่องแล้วเท่านั้น และค่อนข้างเสี่ยงในกรณีที่เริ่มมีการคำนวณหาค่าเช็คซัมเป็นครั้งแรก เครื่องที่ใช้ต้องแน่ใจว่าบริสุทธิ์พอ คือต้องไม่มีโปรแกรมใด ๆ ติดไวรัส มิฉะนั้นค่าที่หาได้จากการคำนวณที่รวมตัวไวรัสเข้าไปด้วย  ซึ่งจะลำบากภายหลังในการที่จะตรวจหาไวรัสตัวนี้ต่อไป

การเฝ้าดู

เพื่อที่จะให้โปรแกรมตรวจจับไวรัสสามารถเฝ้าดูการทำงานของเครื่องได้ตลอดเวลานั้น จึงได้มีโปรแกรมตรวจจับไวรัสที่ถูกสร้งขึ้นมาเป็นโปรแกรมแบบเรซิเดนท์หรือ ดีไวซ์ไดรเวอร์ โดยเทคนิคของการเฝ้าดูนั้นอาจใช้วิธีการสแกนหรือตรวจการเปลี่ยนแปลงหรือสองแบบรวมกันก็ได้

การทำงานโดยทั่วไปก็คือ เมื่อซอฟแวร์ตรวจจับไวรัสที่ใช้วิธีนี้ถูกเรียกขึ้นมาทำงานก็จะเข้าไปตรวจในหน่วยความจำของเครื่องก่อนว่ามีไวรัสติดอยู่หรือไม่โดยใช้ไวรัสซิกเนเจอร์ ที่มีอยู่ในฐานข้อมูล จากนั้นจึงค่อยนำตัวเองเข้าไปฝังอยู่ในหน่วยความจำ และต่อไปถ้ามีการเรียกโปรแกรมใดขึ้นมาใช้งาน โปรแกรมเฝ้าดูนี้ก็จะเข้าไปตรวจโปรแกรมนั้นก่อน โดยใช้เทคนิคการสแกนหรือตรวจการเปลี่ยนแปลงเพื่อหาไวรัส ถ้าไม่มีปัญหา ก็จะอนุญาตให้โปรแกรมนั้นขึ้นมาทำงานได้ นอกจากนี้โปรแกรมตรวจจับ ไวรัสบางตัวยังสามารถตรวจสอบขณะที่มีการคัดลอกไฟล์ได้อีกด้วย

ข้อดีของวิธีนี้คือ เมื่อมีการเรียกโปรแกรมใดขึ้นมา โปรแกรมนั้นจะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้งโดยอัตโนมัติ ซึ่งถ้าเป็นการใช้สแกนเนอร์  จะสามารถทราบได้ว่าโปรแกรมใดติดไวรัสอยู่ ก็ต่อเมื่อทำการเรียกสแกนเนอร์นั้นขึ้นมาทำงานก่อนเท่านั้น

ข้อเสียของโปรแกรมตรวจจับไวรัสแบบเฝ้าดูก็คือ จะมีเวลาที่เสียไปสำหรับการตรวจหาไวรัสก่อนทุกครั้ง และเนื่องจากเป็นโปรแกรมแบบเรซิเดนท์หรือดีไวซ์ไดรเวอร์ จึงจำเป็นจะต้องใช้หน่วยความจำส่วนหนึ่งของเครื่องตลอดเวลาเพื่อทำงาน ทำให้หน่วยความจำในเครื่องเหลือน้อยลง และเช่นเดียวกับสแกนเนอร์ ก็คือ จำเป็นจะต้องมีการปรับปรุง ฐานข้อมูลของไวรัสซิกเนเจอร์ให้ทันสมัยอยู่เสมอ

คำแนะนำและการป้องกันไวรัส

·         สำรองไฟล์ข้อมูลที่สำคัญ

·         สำหรับเครื่องที่มีฮาร์ดดิสก์ อย่าเรียกดอสจากฟลอปปีดิสก์

·         ป้องกันการเขียนให้กับฟลอปปีดิสก์

·         อย่าเรียกโปรแกรมที่ติดมากับดิสก์อื่น

·         เสาะหาโปรแกรมตรวจหาไวรัสที่ใหม่และมากกว่าหนึ่งโปรแกรมจากคนละบริษัท

·         เรียกใช้โปรแกรมตรวจหาไวรัสเป็นช่วง ๆ

·         เรียกใช้โปรแกรมตรวจจับไวรัสแบบเฝ้าดูทุกครั้ง

·         เลือกคัดลอกซอฟแวร์เฉพาะที่ถูกตรวจสอบแล้วในบีบีเอส

·         สำรองข้อมูลที่สำคัญของฮาร์ดดิสก์ไปเก็บในฟลอปปีดิสก์

·         เตรียมฟลอปปีดิสก์ที่ไว้สำหรับให้เรียกดอสขึ้นมาทำงานได้

1. การใช้โปรแกรมประยุกต์เพื่อการถ่ายโอนแฟ้มข้อมูล

การถ่ายโอนแฟ้มข้อมูล(File Transfer Protocol : FTP) เป็นบริการในเครือข่ายอินเทอร์เน็ตซึ่งผู้ใช้สามารถเรียกใช้บริการในการทำสำเนาแฟ้มจากเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ตนมีสิทธิในการใช้งาน(UserFTP) หรือจากเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีการให้บริการ FTP สำหรับบุคคลทั่วไป คือไม่ต้องระบุตัวผู้ใช้(anonymous FTP)

โดยการสำเนาแฟ้มจากเครื่องให้บริการที่อยู่ระยะไกล(Remote Host) มายังเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ผู้ใช้กำลังเข้าใช้งานอยู่(Local Host) เรียกว่า การดาวน์โหล(Download)

-   ส่วนการสำเนาแฟ้มจากเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ผู้ใช้กำลังเข้าใช้งานอยู่(Local host)ไปไว้บนเครื่องให้บริการที่อยู่ระยะไกล(Remote host) เรียกว่า การอัพโหลด(Upload)

1.1 การดาวน์โหลดแฟ้มข้อมูลจากเครื่องให้บริการถ่ายโอนแฟ้มข้อมูลแก่บุคคลทั่วไป(Anonymous FTP)

1. เรียกใช้งานโปรแกรมเว็บบราวเซอร์ โดยดับเบิ้ลคลิ๊กที่ Internet  Explorer

2. ที่ช่อง Address พิมพ์ URL ที่ต้องการลงไป เช่น ftp://ftp.buu.ac.th/pub/security/ssh

3. จะปรากฏรายชื่อแฟ้มหรือโฟลเดอร์ ให้ดับเบิ้ลคลิ๊กเลือกแฟ้มที่ต้องการดาวน์โหลด ในที่นี้เลือกแฟ้มชื่อ winscp376setup.exe จะปรากฏหน้าจอให้เลือกว่าจะบันทึกแฟ้มนี้หรือไม ให้กดบันทึกแฟ้ม

4. จากนั้นเลือกตำแหน่งที่ต้องการเก็บแฟ้ม ในที่นี้เลือก ไดร์ฟ E: และกดปุ่ม Save เพื่อบันทึกแฟ้มข้อมูล  จากนั้นจะเห็นว่าแฟ้มข้อมูลที่เลือกไว้ถูกดาวน์โหลดมาไว้ที่ไดร์ฟ E:

1.2 การใช้โปรแกรมประยุกต์ WinSCP ในการถ่ายโอนแฟ้มข้อมูล

ขั้นตอนในการปฏิบัติดังนี้

1. Double Click ที่ winSCP3 ซึ่งอยู่บนเดสก์ท็อป

หมายเหตุ หากไม่มีโปรแกรมดังกล่าวบนเดสก์ท็อป ให้ดำเนินการติดตั้งโปรแกรมชื่อ

winscp376setup.exe ที่ได้ดาวน์โหลดมาไว้ในไดร์ฟ E: จากหัวข้อที่ 1.1

   กรอกข้อมูล ลงในช่องต่างๆ ดังนี้

- ช่องที่ 1 Host name กรอกชื่อเครื่องให้บริการ ที่ต้องการถ่ายโอนแฟ้มข้อมูล ใน

ที่นี้ให้พิมพ์ seashore.buu.ac.th

- ช่องที่ 2 User name กรอกชื่อผู้ใช้

- ช่องที่ 3 Password กรอกชื่อรหัสผ่าน หลังจากกรอกข้อมูลต่างๆเรียบร้อยแล้ว กดปุ่ม Login

2. หากใส่รหัสผ่านถูกต้อง โปรแกรมจะเข้าสู่หน้าจอการเข้าใช้งานถ่ายโอนแฟ้มข้อมูลระหว่างเครื่องของผู้ใช้ซึ่งมีระบบปฏิบัติการวินโดว์ส และ seashore.buu.ac.th. ในเครื่องยูนิกซ์

3. ในหน้าจอสำหรับถ่ายโอนแฟ้มข้อมูล จะเห็นว่าบนแถบเครื่องมือมีปุ่มให้ใช้งานตามวัตถุประสงค์ต่างๆ ซึ่งสามารถอธิบายได้ ดังนี้

ปุ่มที่ คำอธิบาย

1 แสดงตำแหน่งปัจจุบัน หรือชื่อไดเรกทอรีปัจจุบันที่กำลังใช้งานอยู่

2 ถอยหลังกลับไปยังตำแหน่งที่เคยใช้งานก่อนหน้าตำแหน่งปัจจุบัน

3 เดินหน้าไปยังตำแหน่งที่เคยใช้งานตามหลังตำแหน่งปัจจุบัน

4 เปลี่ยนตำแหน่งขึ้นไปยังตำแหน่งที่เหนือกว่าตำแหน่งปัจจุบันหนึ่งระดับ

5 ไปยังตำแหน่งเริ่มต้น ของระบบแฟ้มข้อมูล

- สำหรับเครื่องฝั่ง Local Host ได้แก่ ตำแหน่ง ไดร์ฟ เช่น C: D: หรือ E:

- สำหรับเครื่องฝั่ง Remote Host ที่เป็นระบบปฏิบัติการยูนิกซ์ ได้แก่ ตำแหน่ง Root

6 ไปยังตำแหน่งเริ่มต้น ของผู้ใช้

- สำหรับเครื่องฝั่ง Local Host ได้แก่ ตำแหน่ง My Document

- สำหรับเครื่องฝั่ง Remote Host ได้แก่ ตำแหน่ง Home Directory ของผู้ใช้

7 รีเฟรช หรือปรับปรุงรายการแฟ้มข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน

8 เปิดดูข้อมูลที่อยู่ภายในไดเรกทอรี/โฟลเดอร์ที่ระบุ หรือ เพิ่มเส้นทางไดเรกทอรีเข้าไปยังรายการเส้นทางที่ใช้งานบ่อย(Bookmark)

9 ใช้กำหนดให้มีการแสดงหรือซ่อนโฟลเดอร์ในเครื่อง Local Host หรือ ไดเรกทอรีในเครื่องRemote Host

 4. การสร้างไดเรกทอรี/โฟลเดอร์

   ใช้เมาส์คลิ๊กบริเวณที่ต้องการสร้างไดเรกทอรีใหม่ โดยคลิ๊กที่พื้นที่ด้านขวามือเมื่อต้องการสร้างไดเรกทอรีใหม่ในเครื่อง Remote Host หรือ คลิ๊กที่พื้นที่ด้านซ้ายมือ

เมื่อต้องการสร้างโฟลเดอร์ใหม่ในเครื่อง Local Host จากนั้นกดปุ่ม  F7 Create Directoryหลังจากนั้นจะปรากฏหน้าต่างสำหร้บสร้างไดเรกทอรี/โฟลเดอร์ใหม่ ให้พิมพ์ชื่อไดเรกทอรี แล้วกดปุ่ม OK

5. การอัพโหลด(Upload)

    การอัพโหลดแฟ้มข้อมูลจากเครื่อง Local Host ไปยังเครื่อง Remote Host ทำได้โดยการคลิ๊กเมาส์ปุ่มซ้ายค้างไว้ที่ชื่อแฟ้มข้อมูลที่ต้องการอัพโหลดในหน้าจอด้านซ้าย หลังจากนั้นจะปรากฏหน้าต่างแสดงตำแหน่งปลายทางที่ต้องการถ่ายโอนหรือคัดลอกแฟ้มดังกดปุ่ม Copy เพื่อยืนยัน

6. การเปลี่ยนชื่อแฟ้มข้อมูล/ไดเรกทอรี

     การเปลี่ยนชื่อแฟ้ม/ไดเรกทอรีทำได้โดยการคลิ๊กเมาส์ที่ชื่อแฟ้มข้อมูล/ไดเรกทอรีที่ต้องการเปลี่ยนชื่อ และกดปุ่ม F2 Rename จะปรากฏแถบสีที่ชื่อแฟ้มข้อมูล/ไดเรกทอรีนั้น แล้วพิมพ์ชื่อใหม่ที่ต้องการลงไป

7. การดาวน์โหลด(Download)

    การดาวน์โหลดแฟ้มข้อมูลจากเครื่อง Remote Host ไปยังเครื่อง Local Host ทำได้โดยการคลิ๊กเมาส์ปุ่มซ้ายค้างไว้ที่ชื่อแฟ้มข้อมูลที่ต้องการดาวน์โหลดในหน้าจอด้านขวา จากนั้นลากเมาส์ไปยังตำแหน่งปลายทางในหน้าจอด้านซ้ายและปล่อยปุ่มเมาส์ หลังจากนั้นจะปรากฏหน้าต่างแสดงตำแหน่งปลายทางที่ต้องการถ่ายโอนหรือคัดลอกแฟ้มกดปุ่ม Copy เพื่อยืนยัน

8. การลบแฟ้มข้อมูลและการลบไดเรกทอรี

   การลบแฟ้มข้อมูล/ไดเรกทอรี ทำได้โดยการคลิ๊กเลือกแฟ้มข้อมูลที่ต้องการลบ และกดปุ่ม F8 Deleteในที่นี้ให้ทำการลบแฟ้ม myname

9. การเปลี่ยนไดเรกทอรี

   9.1หากต้องการเปลี่ยนตำแหน่งเข้าไปยังไดเรกทอรีที่อยู่ในระดับต่ำกว่า ทำได้โดยการดับเบิ้ลคลิ๊กที่ชื่อไดเรกทอรีนั้น

  9.2 เมื่อต้องการเปลี่ยนตำแหน่งไดเรกทอรีกลับขึ้นไปยังไดเรกทอรีที่อยู่เหนือกว่าทีละระดับ ทำได้โดยกดที่ปุ่ม

  9.3 เมื่อต้องการเปลี่ยนตำแหน่งไปยัง Home Directory ทำได้โดยกดที่ปุ่ม

10. การตัดการเชื่อมต่อกับเครื่อง Remote Host ทำได้โดยการกดที่ปุ่ม

2. การสร้างเอกสารเว็บเพจด้วยโปรแกรมบรรณาธิกร

   การสร้างเอกสารเว็บเพจด้วยโปรแกรมบรรณาธิกร (Text Editor) สามารถทำได้โดยใช้ภาษาสำหรับสร้างเว็บเพจ ได้แก่ HTML(HyperText Markup Language) เป็นรูปแบบของภาษาที่เขียนขึ้นเพื่อนำไปใช้งานในโปรแกรมเว็บบราวเซอร์ (WebBrowser) ซึ่งเรียกว่า เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ประเภทข้อควา(Text)ซึ้งมีที่สำคัญ 2 ส่วนคือ

• ข้อความที่ต้องการให้ปรากฏบนจอภาพ

• ข้อความที่เป็นคำสั่งภาษา HTML เรียกว่า HTML Tag ซึ่งประกอบด้วยเครื่องหมาย

"<" (Left angle bracket) ตามด้วยชื่อ Tag และ ">" (Right angle bracket)

2.1 การสร้างเอกสาร HTML โดยใช้โปรแกรมบรรณาธิกร โดยในที่นี้จะใช้โปรแกรม Notepad ซึ่งเป็นโปรแกรมบรรณาธิกรที่มีให้ใช้บนระบบปฏิบัติการวินโดว์ส การเรียกใช้งานโปรแกรม Notepad ทำได้

โดยการคลิ๊กที่ปุ่ม Start >All Programs > Accessories > Notepad

2.2 การบันทึกแฟ้ม ทำได้โดยคลิ๊กที่เมนู File เลือก Save จากนั้นปฏิบัติขั้นตอน ดังนี้

  1. เลือกไดร์ฟ และไดเรกทอรีที่ต้องการบันทึก ในที่นี้เลือกบันทึกแฟ้มข้อมูลไว้ในไดร์ฟ C:

  2. พิมพ์ชื่อแฟ้มที่ต้องการลงใน ช่อง File name โดยระบุนามสกุลเป็น .html ในที่นี้ให้บันทึกแฟ้มชื่อ index.html

  3. ที่ช่อง Save as Type ให้เลือกเป็น All Files จากนั้นกดปุ่ม Save

2.3 การอัพโหลดเอกสาร HTML ที่สร้างขึ้น ไปไว้บนเครื่องให้บริการเว็บ(Web Server)

  1. บนเครื่อง Remote Host ดับเบิ้ลคลิ๊กที่ไดเรกทอรี public_html ที่ได้สร้างไว้ในตอนต้น

  2. บนเครื่อง Local Host เปลี่ยนตำแหน่งไปยังไดร์ฟ C: ชึ่งได้บันทึกแฟ้ม index.html ไว้

  3. อัพโหลดแฟ้ม index.html จากไดร์ฟ C: ไปยังไดเรกทอรี public_html

2.4 การเรียกดูผลลัพธ์ของเอกสาร HTML ที่สร้างขึ้น ทำได้โดยการ

  1. ดับเบิ้ลคลิ๊กเรียกใช้งานโปรแกรม  Internet Explorer

  2. พิมพ์ http://seashore.buu.ac.th/~รหัสนิสิต ในช่อง Address และกดปุ่ม Enter



โปรแกรมรับ-ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์

{ 12:53, 20 August 2008 } { 0 comments } { Link }

1. การใช้งานเว็บเมล์ของมหาวิทยาลัยบูรพา

1.1. การเข้าใช้งานเว็บเมล์ของมหาวิทยาลัย เพื่อรับ-ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์

1. เปิดโปรแกรม เว็บบราวเซอร์ โดยการเรียกโปรแกรม

2. ในช่อง Address พิมพ์ http://mail.buu.ac.th/ ลงไปและกดปุ่ม Enter จะเข้าสู่หน้าจอ

3. พิมพ์ชื่อผู้ใช้(สำหรับนิสิต ให้ใส่รหัสนิสิต)ลงไปในช่อง user name จากนั้นพิมพ์รหัส

ผ่านลงไปในช่อง password จากนั้นคลิ๊กที่ปุ่ม Login

4. ถ้านิสิตสามารถล็อกอินได้สำเร็จจะปรากฏหน้าจอ

1.2 การส่งจดหมาย

  1. เมื่อต้องการส่งจดหมาย คลิ๊กที่ บนแถบเครื่องมือ ซึ่งจะปรากฏหน้าจอดัง

โดยจากหน้าจอที่ปรากฏ สามารถอธิบายข้อมูลที่ต้องกรอกลงไปในแต่ละช่องข้อความ ดังนี้

ถึง  ให้พิมพ์ e-mail address ของบุคคลที่ผู้ส่งต้องการส่งจดหมายไปถึงหากมีผู้รับ

หลายคน สามารถคั่นแต่ละ e-mail address ด้วยเครื่องหมายจุลภาค

สำเนาถึง  ให้พิมพ์ e-mail address ของผู้รับคนอื่นที่ผู้ส่งต้องการส่งสำเนาจดหมายไปถึง

หากมีผู้รับสำเนาหลายคน สามารถคั่นแต่ละ e-mail address ด้วยเครื่องหมายจุลภาค

ซ่อนสำเนาถึง  ให้พิมพ์ e-mail address ของผู้รับคนอื่นที่ผู้ส่งต้องการส่งสำเนาจดหมายไปถึงโดย ซ่อนสำเนาถึง มีการทำงานคล้ายกับ สำเนาถึง เพียงแต่มีข้อแตกต่างกันที่ เมื่อผู้ส่งระบุตัวผู้รับสำเนาจดหมายด้วย ซ่อนสำเนาถึง แล้ว ผู้รับจดหมาย (ในที่นี้คือเจ้าของ e-mail address ในส่วนของ ถึง) จะไม่ทราบว่าจดหมายที่ได้รับนั้น ถูกทำสำเนาไปถึงผู้อื่นด้วยหรือไม่ แต่สำหรับกรณีของ สำเนาถึง ผู้รับจดหมายสามารถรู้ได้จากส่วนของ สำเนาถึง ที่อยู่ในส่วนหัวของจดหมายว่าจดหมายที่ได้รับนั้น ผู้ส่งได้ทำสำเนาจดหมายไปหาผู้อื่นด้วย

หัวเรื่อง  ให้พิมพ์หัวเรื่องจดหมายที่ต้องการส่งให้กับผู้รับ

  2. หากต้องการแนบแฟ้มข้อมูลไปกับจดหมายสามารถทำได้โดยการคลิ๊กที่

จะปรากฏหน้าจอให้เลือกแฟ้มข้อมูลที่ต้องการ

   ขั้นตอนการแนบแฟ้มข้อมูลไปกับจดหมาย มีดังนี้

1.  ทำการเลือกแฟ้มข้อมูลที่ต้องการแนบไปกับจดหมาย โดยการกดที่ปุ่ม Browse เพื่อเปิดแฟ้มเอกสาร จะปรากฏหน้าจอให้เลือกแฟ้มข้อมูล

2.  เมื่อเลือกแฟ้มข้อมูลเรียบร้อยแล้ว จากนั้นกดปุ่ม เพิ่ม แฟ้มดังกล่าวจะถูกเพิ่มลงในรายการด้านล่าง ทำขั้นตอนที่ 1 และ 2 จนครบทุกแฟ้มที่ต้องการ

3.  กดปุ่ม  เอกสารแนบท้าย

  3. หลังจากพิมพ์ข้อความที่ต้องการส่งจดหมายเรียบร้อยแล้วให้กดที่ ส่ง บนแถบเครื่องมือ หรือคลิ๊กที่ปุ่ม ส่ง ที่อยู่ด้านล่าง เพื่อส่งจดหมายหรือคลิ๊กที่ปุ่ม  ยกเลิก  เพื่อยกเลิกการส่งจดหมาย

  4. หากต้องการบันทึกจดหมายที่พิมพ์ไว้ก่อนเป็นจดหมายร่าง โดยสามารถกลับมาแก้ไข

เพิ่มเติมจดหมายร่างที่บันทึกไว้ และจัดส่งจดหมายนั้นได้ในภายหลัง ทำได้โดยการคลิ๊กที่  บันทึเป็นจดหมายร่าง

1.3 การอ่าน การตอบกลับ และการส่งต่อ

  1. เมื่อต้องการตรวจดูว่ามีจดหมายเข้ามาหรือไม่ คลิ๊กที่ “จดหมายเข้า” จะปรากฏรายการจดหมายเข้า

2. เมื่อต้องการเปิดอ่านจดหมาย คลิ๊กที่หัวเรื่องจดหมายฉบับที่ต้องการอ่าน จะปรากฏหน้าจอแสดงรายละเอียดภายในจดหมายฉบับนั้นการเปิดอ่านจดหมายฉบับที่อยู่ถัดลงไปด้านล่างในรายการทำได้โดยคลิ๊กที่ ต่อไป  และการเปิดอ่านจดหมายฉบับที่อยู่ถัดขึ้นไปด้านบนในรายการทำได้โดยคลิ๊กที่ ย้อนกลับ

3. เมื่อต้องการตอบจดหมาย ทำได้โดยคลิ๊กที่ ตอบกลับ เพื่อตอบจดหมายกลับไปยังเจ้าของemail address ที่อยู่ในช่อง “จาก” เท่านั้น แต่หากต้องการตอบจดหมายกลับไปหาทุกคนที่มี emailaddress ทั้งที่อยู่ในช่อง

4. เมื่อต้องการส่งต่อจดหมาย หมายถึง การส่งจดหมายต่อไปยังผู้รับที่เป็นบุคคลอื่น ทำได้

โดยการคลิ๊กที่ ส่งต่อ

5. เมื่อต้องการปิดจดหมายฉบับที่กำลังอ่านอยู่ ทำได้โดยคลิ๊กที่ ปิด

6. การตรวจสอบว่ามีจดหมายเข้ามาใหม่หรือไม่ ในขณะที่มีการใช้งานเว็บเมล์อยู่ ทำได้โดย

การคลิ๊กที่ รับจดหมาย  หากมีจดหมายใหม่ส่งมาถึง จะปรากฏรายการใหม่เพิ่มเข้ามาในรายการที่มีอยู่เดิม

1.4 การเพิ่มที่อยู่ไว้ในสมุดรายชื่อที่อยู่

  1.4.1 ในกรณีที่ต้องการเพิ่ม email address ของผู้ที่ส่งจดหมายมาถึง เก็บไว้ในสมุดรายชื่อที่อยู่

ทำได้โดย

1. ในขณะที่เปิดจดหมายอ่านอยู่นั้น คลิ๊กที่ เพิ่มที่อยู่  บนแถบเครื่องมือ 1 ครั้ง ซึ่งระบบ

จำทำการเพิ่ม email address นั้นเข้าไปในสมุดที่อยู่โดยอัตโนมัติ

2. ตรวจสอบรายการที่อยู่ที่เพิ่มเข้าไป โดยคลิ๊กที่เมนู “ที่อยู่”

3. จะปรากฏชื่อ และที่อยู่ email address ของผู้ที่ส่งจดหมายมาถึง อยู่ในสมุดที่อยู่เรียบร้อยแล้ว โดยเราไม่ต้องพิมพ์เพื่อเพิ่มที่อยู่เข้าไปเอง

  1.4.2 ในกรณีต้องการเพิ่ม email address ลงไปโดยตรงด้วยตนเอง สามารถทำได้โดย

1. คลิ๊กที่เมนู “ที่อยู่” ในขณะที่อยู่ในหน้าจอแสดงรายการจดหมายเข้า

2. จะปรากฏชื่อ และที่อยู่ email address ของผู้ที่เราได้เคยทำการเพิ่มข้อมูลไว้ในสมุดที่อยู่ จากนั้นคลิ๊กที่ บนแถบเครื่องมือ เพื่อทำการเพิ่มข้อมูลผู้ที่เราต้องการคนใหม่เข้าไป ซึ่งจะปรากฏหน้าจอ

3. หลังจากพิมพ์ข้อมูลที่ต้องการเสร็จเรียบร้อยแล้ว กดปุ่ม ตกลง เพื่อบันทึกข้อมูล จากนั้นที่หน้าจอแสดงรายชื่อที่อยู่ จะปรากฏชื่อ และที่อยู่ของผู้ที่เราเพิ่มเข้าไปแสดงอยู่ด้วย แสดงรายการชื่อ และที่อยู่ email address ที่เพิ่มเข้าไปในสมุดที่อยู่

1.4.3 หากต้องการจัดกลุ่มรายชื่อ ทำได้โดยคลิ๊กที่ กลุ่มใหม่

1.  ทำการตั้งชื่อกลุ่มลงในช่อง “ชื่อกลุ่ม”

2.  จากนั้นทำการคลิ๊กเลือกชื่อที่ต้องการเพิ่มเข้ากลุ่ม

3.  กดปุ่ม เพิ่ม ชื่อที่เลือกจะย้ายไปอยู่กรอบทางด้านขวา หากต้องการย้ายชื่อใดออก

จากกลุ่มทำได้โดยคลิ๊กเลือกชื่อนั้นในกรอบด้านขวา จากนั้นกดที่ปุ่ม ย้าย ชื่อนั้นจะ

ถูกย้ายกลับไปอยู่ในกรอบด้านซ้าย ทำการเพิ่มชื่อจนครบทุกชื่อที่ต้องการเพิ่มเข้ากลุ่ม

4.  จากนั้นกดปุ่ม ตกลง

1.4.4 ในการส่งจดหมายใหม่ เราสามารถเพิ่ม email address ของผู้ที่เราเคยบันทึกไว้ในสมุดที่อยู่ ลงในช่อง “ถึง”(To:) ช่อง “สำเนาถึง”(Cc:) และ ช่อง “ซ่อนสำเนาถึง”(Bcc:) ได้ โดยในขณะอยู่ในหน้าจอการเขียนจดหมายใหม่ คลิ๊กที่ ที่อยู่ จะปรากฏหน้าจอสำหรับเพิ่มชื่อผู้รับที่ต้องการใส่ลงในช่อง “ถึง”(To:) ช่อง “สำเนาถึง”(Cc:) และ ช่อง “ซ่อนสำเนาถึง”(Bcc:)โดยมีขั้นตอนดังนี้

1. คลิ๊กเลือกชื่อที่ต้องการในกรอบด้านซ้ายมือ

2. คลิ๊กปุ่มเพื่อเลือกว่าชื่อดังกล่าวในข้อ ต้องการให้อยู่ในช่อง “ถึง”(To:>) ช่อง “สำเนา

ถึง”(Cc:>) หรือ ช่อง “ซ่อนสำเนาถึง”(Bcc:>)

3. หากต้องการย้ายชื่อใดๆในกรอบด้านขวากลับไปกรอบด้านซ้ายในกดที่ปุ่ม Remove

หากได้รายชื่อที่ต้องการครบทุกชื่อแล้ว กดปุ่ม OK เพื่อกลับไปยังหน้าจอการส่งจดหมาย

จากนั้นปฏิบัติเช่นเดียวกับการส่งจดหมายทั่วไป ดังที่ได้กล่าวแล้วในหัวข้อ 1.2

1.5. การปรับแต่งเว็บเมล์

1.5.1 การตั้งค่าในการจัดการจดหมาย

1. คลิ๊กที่เมนู “ปรับแต่ง” ด้านบน จากนั้นคลิ๊กที่เมนู “การตั้งค่า” ด้านซ้ายมือจะปรากฏ

ผลลัพธ์

2. การตั้งค่าในการลบจดหมาย ซึ่งจะมีตัวเลือก 2 ทางคือ

- ทางเลือกที่ 1 “เคลื่อนย้ายจดหมายที่ลบสู่ จดหมายรอการทำลาย”

- ทางเลือกที่ 2 “ทำเครื่องหมายข้อความที่ถูกลบ”

3. การตั้งค่าในการตรวจสอบคำผิด ถ้าคลิ๊กเลือกที่ตัวเลือกนี้ทุกครั้งก่อนที่จดหมายจะถูก

ส่งออกไปยังผู้รับ จะมีการตรวจสอบคำผิดก่อนแล้วแสดงผล โดยผู้ส่งสามารถแก้ไขคำผิดไดหากต้องการ

4. การตั้งค่าเกี่ยวกับจดหมายส่งแล้ว ถ้ามีการคลิ๊กเลือกตัวเลือกนี้จดหมายที่มีการส่งออก

ไปทุกฉบับจะถูกสำเนาเก็บไว้ที่โฟลเดอร์ “จดหมายส่งแล้ว” โดยผู้ส่งสามารถกลับมาดูสำเนาจดหมายที่เคยส่งออกไปได้

5. การตั้งค่าเกี่ยวกับจดหมายร่าง เป็นการเลือกที่สำหรับจัดเก็บจดหมายที่พิมพ์ไว้ แต่ยัง

มิได้ส่งออกไปยังผู้รับ จึงทำการบันทึกไว้เป็นจดหมายร่างก่อน โดยจะตั้งค่าปกติสำหรับจัดเก็บจดหมายร่างไว้ที่กล่องข้อความ “จดหมายร่าง”

6. การตั้งค่าเกี่ยวกับการอ้างการตอบกลับ ถ้าเลือกตัวเลือกนี้ เมื่อเราต้องการตอบกลับ

จดหมายที่ส่งมาถึง จะมีการรวมเอาข้อความต้นฉบับในจดหมายที่ส่งมาถึง เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของจดหมายที่เรากำลังจะส่งตอบกลับไป เพื่อใช้อ้างอิงในการตอบจดหมาย

7. การตั้งค่าเกี่ยวกับการส่งจดหมายต่อ ในตัวเลือกนี้ ผู้ใช้สามารถใส่ email address อื่น ๆ

ลงในช่องพื้นที่ข้อความ สำหรับส่งต่อจดหมายที่เข้ามาใหม่ไปยัง email address ที่ระบุ โดยอัตโนมัติ นิยมใช้ในกรณีที่ผู้ใช้อาจมี email address อยู่หลายที่ และอาจทำการส่งต่อจดหมายจากแต่ละ email address ไปยัง email address เดียว เพื่อสะดวกในใช้งานรับ-ส่งจดหมายเพียง emailaddress เดียวโดยไม่ต้องล็อกอินเข้าใช้งานทุกๆ email address

1.6 การลบจดหมาย

1. หากต้องการลบจดหมายเพียงชั่วคราว โดยยังสามารถเรียกจดหมายที่ลบนั้นกลับมาใหม่ได้อีก ทำได้โดยการคลิ๊กเลือก หน้าจดหมายฉบับที่ต้องการลบ จากนั้นคลิ๊กที่เมนู  ลบ จะปรากฏเครื่องหมายกากบาทสีแดง ที่สัญลักษณ์หน้าจดหมายฉบับนั้นๆหากต้องการยกเลิกการทำเครื่องหมายฉบับใดให้ทำการคลิ๊กเลือก หน้าจดหมายฉบับนั้น และคลิ๊กที่เมนู ยกเลิกการลบ  เครื่องหมายกากบาทสีแดงจะหายไป กลับมาเป็นสัญลักษณ์ปกติดังเดิม

2. หากต้องการลบจดหมายอย่างถาวรทันที ทำได้โดยการคลิ๊ก ถูกบนแถบเครื่องมือ เพื่อเลือกจดหมายฉบับที่ต้องการจากนั้นคลิ๊กที่เมนู คัดลอก

   หมายเหตุ เมื่อมีการเลือก ทางเลือกที่ 2 “ทำเครื่องหมายข้อความที่ถูกลบ” ในการตั้งค่าในการลบจดหมาย (หัวข้อที่ 1.5 การปรับแต่งเว็บเมล์ข้อ 2.)

1.7 การจัดการกล่องข้อความ

กล่องข้อความนั้นจะแบ่งออกตามประเภทของจดหมาย เช่น กล่องข้อความ “กล่องจดหมายเข้า” สำหรับจัดเก็บจดหมายเข้า กล่องข้อความ “จดหมายร่าง” สำหรับจัดเก็บจดหมายร่าง เป็นต้น เราสามารถสร้างกล่องข้อความใหม่เองได้ โดยคลิ๊กที่เมนู “กล่องข้อความ"

 1. การสร้างกล่องข้อความใหม่ เพื่อจัดเก็บจดหมายให้เป็นหมวดหมู่ตามต้องการ ทำได้โดยคลิ๊กที่ กล่องข้อความใหม่  บนแถบเครื่องมือ ซึ่งจะปรากฏหน้าจอให้พิมพ์ชื่อกล่องข้อความใหม่แสดงหน้าจอสำหรับพิมพ์ชื่อกล่องข้อความใหม่เมื่อพิมพ์ชื่อกล่องข้อความที่ต้องการเรียบร้อยแล้ว กดปุ่ม OK  จะปรากฏกล่องข้อความใหม่ที่รายการด้านล่าง

2. การเปลี่ยนชื่อกล่องข้อความ ทำได้โดยการคลิ๊กเลือกกล่องข้อความที่ต้องการ จากนั้น

คลิ๊กที่ เปลี่ยนชื่อ และพิมพ์ชื่อใหม่ที่ต้องการ

3. การลบกล่องข้อความ ทำได้โดยการคลิ๊กเลือกกล่องข้อความที่ต้องการ จากนั้นคลิ๊กที่ ลบ

4. การจัดเก็บจดหมายไว้ในกล่องข้อความ

  1. คลิ๊กที่เมนู “จดหมายเข้า”

  2. คลิ๊กเลือกจดหมายฉบับที่ต้องการจัดเก็บ

  3. คลิ๊กที่ช่องเลือกรายการ “ย้ายจดหมายนี้ไปที่แฟ้ม” และเลือกชื่อกล่องข้อความที่

ต้องการ

5. การเข้าไปดูจดหมายที่ถูกจัดเก็บไว้ในแฟ้มจดหมายต่างๆทำได้โดย คลิ๊กเลือกที่ช่องรายการ“เลือกแฟ้มจดหมาย” โดยเลือกที่ชื่อแฟ้มจดหมายที่ต้องการ จะปรากฏรายการจดหมายที่เคยจัดเก็บไว้ในแฟ้มจดหมายนั้น

1.8 การออกจากระบบการใช้งานเว็บเมล์

ทำได้โดยการคลิ๊กที่ ออกจากระบบ ที่ปรากฏอยู่ในส่วนบนด้านขวามือของหน้าจอ ซึ่งหลังจากนั้นจะแสดงหน้าต่างยืนยันการออกจากระบบ หากต้องการออกจากระบบแน่นอนให้กดปุ่ม OK

2. การสมัครใช้งาน Free E-mail

Free E-mail เป็นบริการด้านจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ที่ทำงานบนโปรแกรมเว็บบราวเซอร์โดยที่ไม่จำเป็นต้องติดตั้งโปรแกรมเฉพาะ เช่น โปรแกรม Microsoft Outlook แต่เป็นโปรแกรมที่ถูกพัฒนาให้สามารถทำงานบนโปรแกรมเว็บบราวเซอร์ได้เลย การใช้งานหลัก ๆ เหมือนการใช้โปรแกรมรับ-ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ทั่ว ๆ ไป เพียงแต่ผู้ใช้ต้องสมัครเป็นสมาชิกของผู้ให้บริการเว็บเมล์ (Web MailProvider) รายหนึ่งรายใดก่อน โดยการสมัครเป็นสมาชิกใหม่ของแต่ละรายอาจจะมีรูปแบบแตกต่างกัน

2.1 สมัครเข้าเป็นสมาชิกเพื่อใช้บริการของ สนุก!เมล์

โดยการพิมพ์ http://mail.sanook.com ลงในช่อง Address แล้วกดแป้น Enter จะปรากฏ คลิ๊กที่ปุ่ม เพื่อสมัครสมาชิกใหม่

2.2 เงื่อนไข ในการใช้บริการ จะปรากฏหน้าจอให้ยอมรับเงื่อนไขในการใช้บริการ คลิ๊กที่ “ตกลง” เพื่อยอมรับเงื่อนไขก่อน

คลิ๊กที่ “ลงทะเบียนเพื่อสมัครเป็นสมาชิกชาวสนุก!”

2.3 กรอกข้อมูลส่วนตัวเพื่อสมัครสมาชิก

พิมพ์ที่อยู่อี-เมล์ที่ต้องการ เช่น benchaporn ตามด้วย @sanook.com พิมพ์นามแฝงที่ต้องการใช้กดปุ่ม “ตรวจสอบอี-เมล์และนามแฝง” เพื่อตรวจสอบว่าที่อยู่อี-เมล์ และนามแฝงที่เราต้องการนั้นมีผู้อื่นใช้อยู่แล้วหรือไม่ ถ้ามีจะต้องกลับไปทำการแก้ไข และตรวจสอบอีกครั้งจนกว่าที่อยู่อี-เมล์และนามแฝงจะไม่ซ้ำกับผู้อื่นพิมพ์รหัสผ่านที่ต้องการ โดยต้องมีความยาวมากกว่า 9 ตัวอักษรพิมพ์รหัสผ่านที่ต้องการให้ตรงกับที่พิมพ์ในขั้นตอนที่อีกครั้ง เพื่อยืนยันความถูกต้อง

เลือกคำถามสำหรับกรณีลืมรหัสผ่าน

ตอบคำถามที่เลือกไว้ในขั้นตอนที่

จากนั้นกดปุ่ม จะปรากกฏหน้าจอสำหรับกรอกข้อมูลส่วนตัวหลังจากกรอกข้อมูลส่วนที่ต้องกรอกเรียบร้อยแล้ว กดปุ่ม จากนั้นจะเข้าสู่

หน้าจอ การรับข่าวสารและสิทธิประโยชน์ ซึ่งเมื่อผู้สมัครเลือกช่องทาง และประเภทข่าวสารที่สนใจ

เรียบร้อยแล้ว กดปุ่ม จึงเสร็จขั้นตอนการสมัครสมาชิก

2.4 เข้าใช้งานระบบเข้า ให้คลิ๊กที่ปุ่ม เพื่อเข้าใช้งานระบบจะปรากฏหน้าจอสำหรับล็อกอินเข้าใช้งานระบบดังรูปที่ 9-28 เมื่อกรอกที่อยู่อี-เมล์และรหัส

ผ่านที่ได้สมัครไว้เรียบร้อยแล้วกดปุ่ม

ในการเข้าใช้งานครั้งแรกจะปรากฏหน้าจอดังคลิ๊กที่ “Proceed” เพื่อเข้าใช้งาน

ระบบสนุกเมล์!

เมื่อนิสิตล็อกอินเข้าใช้งานได้สำเร็จ จะปรากฏหน้าจอดัง0 ให้คลิ๊กที่ข้อความเชื่อมโยง

“เช็คและส่งอี-เมล์ S! Mail”

รูปที่ 9-30 แสดงหน้าจอแสดงรายการของบริการต่างๆที่สมาชิกสนุกสามารถเลือกใช้ได้

เมื่อเริ่มต้นเข้าใช้งาน ระบบจะแสดงรายการจดหมายเข้าดังรูปที่ 9-31

ปฏิบัติการที่ 9 โปรแกรมรับ-ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์

9 - 20

วิชา 310101 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

รูปที่ 9-31 แสดงรายการจดหมายเข้า

ให้นิสิตทำการทดลองใช้งานระบบเมล์ของเว็บสนุก ในการส่งจดหมาย อ่านจดหมาย จัดการ

จดหมาย และ ตั้งค่าการใช้งาน เปรียบเทียบคุณสมบัติ และวิธีการใช้งานกับเว็บเมล์ของมหาวิทยาลัย

บูรพา และตอบคำถามท้ายปฏิบัติการ



โปรแกรม Web Browser และการสืบค้นข้อมูล

{ 02:16, 13 August 2008 } { 0 comments } { Link }

1. การเรียกโปรแกรมเว็บบราวเซอร์เพื่อเรียกดูข้อมูลต่าง ๆ บนเวิลด์ไวด์เว็บ

โปรแกรมเว็บบราวเซอร์เป็นโปรแกรมที่ทำงานอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ผู้ใช้บริการเว็บ

ใช้สำหรับอ่านข้อมูลและแปลเอกสาร HTML เป็นข้อมูลแการเรียกใช้งานโปรแกรมเว็บบราวเซอร์ทำได้โดยการดับเบิ้ลคลิ๊กเรียกโปรแกรมซึ่งเป็นโปรแกรมเว็บบราวเซอร์ที่นิยมใช้กันมากในปัจจุบัน หน้าจอโปรแกรม Internet Explorer ประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ดังนี้

• Title Bar แสดงชื่อของหน้าเว็บเพจที่กำลังแสดงผลอยู่

• Menu Bar เป็นเมนูหลักที่รวบรวมคำสั่งต่างๆ สำหรับการใช้งานโปรแกรมเว็บบราว

เซอร์โดยมีหลักการทำงานเหมือนกับโปรแกรมบนระบบปฏิบัติการวินโดวส์ทั่ว ๆไป

• Toolbar เป็นส่วนของ Icon สำหรับชุดคำสั่งที่ใช้งานบ่อย ๆ

• Address ใช้แสดง Uniform Resource Locator (URL) ของเว็บเพจปัจจุบัน

2. การเรียกดูข้อมูลโดยการระบุ URL

การเรียกดูข้อมูลต่างๆในหน้าเว็บที่อยู่บนเวิลด์ไวด์เว็บ ทำได้โดยพิมพ์ URL (Uniform

Resource Locator) ที่ต้องการในส่วนของ Address box เช่นhttp://www.buu.ac.th แล้วกดแป้นEnter จะปรากฏจอภาพ

3. การใช้งานปุ่มต่างๆบนแถบเครื่องมือ (Tool bar)

บนแถบเครื่องมือมีปุ่มให้เรียกใช้งานต่างๆ สามารถอธิบายปุ่มที่มักถูกใช้งานบ่อยๆได้ดังนี้

-ปุ่มย้อนกลับ(Back) ใช้สำหรับย้อนกลับไปยังหน้าเว็บเพจที่เคยเข้าชมในลำดับก่อนหน้าปัจจุบันปุ่มเดินหน้า(Forward) ใช้สำหรับเดินหน้าไปยังหน้าเว็บเพจที่เคยเข้าชมใลำดับหลังหน้าปัจจุบัน

-ปุ่มหยุด ใช้สำหรับหยุดการติดต่อดาวน์โหลดแฟ้มเอกสาร HTML ที่กำลังเรียกขึ้นมาปรากฏบนหน้าจอ

-ปุ่มรีเฟรช ใช้สำหรับปรับปรุงข้อมูลที่กำลังแสดงอยู่บนหน้าจอให้เป็นข้อมูลปัจจุบัน

-ปุ่มโฮม ใช้สำหรับเรียกหน้าเว็บที่กำหนดไว้เป็นหน้าโฮมเพจของเครื่องนั้นๆขึ้นมาแสดง (โดยการกำหนดหน้าเว็บใดๆ ให้เป็นหน้าโฮมเพจ สามารถกำหนดได้ที่เมนู Tools Internet Options และกำหนดที่อยู่ของเว็บที่ต้องการลงไปในส่วน Home page)แสดงผล

-ปุ่มค้นหา ใช้สำหรับแสดงกล่องข้อความ เพื่อค้นหาเว็บเพจที่มีข้อความที่ระบุหรือค้นหาแฟ้มข้อมูลที่ต้องการ โดยใช้เครื่องมือค้นหาของบริษัทไมโครซอฟท์รูปบนจอภาพที่เราเรียกกันว่าเว็บเพจ

4. การใช้งานคุณสมบัติ Favorites

4.1 การจัดเก็บ URL ต่าง ๆ ที่เราสนใจไว้ เพื่อเป็นทางลัดและเกิดความสะดวกในการเรียกใช้

งานหน้าเว็บเพจในภายหลังโดยไม่ต้องจดจำ URL ของเว็บเพจนั้น ๆ สามารถทำได้โดยการใช้คุณสมบัติFavorites ของโปรแกรม โดยการจัดเก็บ URL ไว้ในรายการ Favorites สามารถปฏิบัติได้ดังนี้

• ที่ Menu Bar ให้คลิ๊กที่เมนู Favorites แล้วเลือกเมนูย่อย Add Favorites

• จากนั้นจะปรากฏ Dialog Box ดังรูปที่ 8-3 เพื่อให้เราเลือก Folder ที่จะจัดเก็บ URL ที่เราต้องการแล้วคลิ๊กปุ่ม OK

• หากต้องการเก็บ URL ไว้ในหมวดหมู่ใหม่ สามารถสร้างโฟลเดอร์ใหม่โดยคลิ๊กที่ปุ่ม

New Folder แล้วตั้งชื่อโฟลเดอร์ใหม่ตามต้องการ จากนั้นคลิ๊กปุ่ม OK

4.2 การเรียกใช้งานหน้าเว็บเพจที่ได้จัดเก็บไว้ในรายการ Favorite ทำได้โดยการเรียกใช้เมนู

Favorite บน Menu bar หรือ คลิ๊กที่ปุ่ม บน Tool bar จากนั้นคลิ๊กเลือกหน้าเว็บเพจที่ต้องการจากรายการที่ปรากฏ

5. การใช้ History

History ที่ใช้ในโปรแกรม Web Browser เช่น Internet Explorer เป็นการแสดง URL ที่เคยเข้าไปใช้งาน ผู้ใช้สามารถเรียกดู history โดยการเลือกเมนู View จากนั้นเลือกเมนูย่อย Explorer barและเลือก History หรือคลิ๊กที่ปุ่ม บนแถบเครื่องมือ(Tool bar) จะปรากฏรายการชื่อเว็บเพจที่เคยเรียกใช้งานแบ่งตามระยเวลที่เรียกใช้งานเว็บเพจนั้นๆ

6. Search Engine บนเวิลด์ไวด์เว็บและการสืบค้นข้อมูลอย่างง่าย

เครื่องมือที่ใช้ในการสืบค้นข้อมูลบนเวิลด์ไวด์เว็บอาจเรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่า Search Engine ซึ่งเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ทำงานอยู่บนเว็บไซต์ใดๆ มีหน้าที่ให้บริการสืบค้นข้อมูลต่างๆบนเวิลด์ไวด์เว็บ โดยข้อมูลที่สามารถสืบค้นได้อาจเป็น แฟ้มรูปภาพ แฟ้มภาพเคลื่อนไหว แฟ้มข้อมูลเสียง แฟ้มข้อมูลเอกสารประเภทต่างๆ ได้แก่ เอกสาร HTML เอกสาร Wor

6.1 การสืบค้นข้อมูลอย่างง่าย โดยทั่วไปแล้วมีหลักการค้นหาคล้ายคลึงกันในแต่ละโปรแกรม

Search Engine ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์การค้นหา และความสามารถของโปรแกรม search engine ว่าสามารถค้นหาข้อมูลที่ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ได้มากน้อยเพียงใด ในที่นี้จะยกตัวอย่างการเรียกใช้โปรแกรม search engine ของ Yahoo โดยขั้นแรกทำการเรียกใช้งานโปรแกรม Internet Explorerจากนั้นในช่อง Address ให้ พิมพ์ http://www.yahoo.com/ จะปรากฏจอภาพจากเว็บไซต์ของ yahoo ผู้ใช้

สามารถสืบค้นหาเว็บเพจที่มีข้อมูลที่ต้องการได้โดยการใส่คำสำคัญ (Keyword) ลงในช่องค้นหาจากนั้นกดปุ่ม ตัวอย่างเช่น ต้องการค้นหาเว็บเพจที่เกี่ยวกับหัวข้อ computer networkเมื่อกดปุ่มค้นหา โปรแกรม Search Engine จะทำงานแล้วแสดงผลลัพธ์เป็นรายการเชื่อมโยงd เอกไปยังหน้าเว็บเพจที่เกี่ยวข้องกับคำสำคัญที่ต้องการ ในที่นี้ใส่คำว่า computer network จะได้ผลลัพธ์แสดงหน้าจอผลลัพธ์ที่ได้จากการค้นหาด้วยคำสำคัญว่า computer networkหากต้องการค้นหาข้อมูลที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น สามารถทำได้โดยการระบุคำสำคัญที่ละเอียดมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ใส่คำสำคัญว่า computer network protocol ซึ่งเป็นการระบุคำค้นที่ละเอียดขึ้นกว่าเดิม จะสังเกตเห็นว่าจำนวนผลลัพธ์ที่ค้นได้ลดน้อยลงกว่าเดิม แสดงหน้าจอผลลัพธ์ที่ได้จากการค้นหาด้วยคำสำคัญว่า computer network protocol

6.2 การบค้นข้อมูลแบบ Subject/ Directory Search ทำได้โดยใช้เมาส์คลิ๊กเลือกดูรายละเอียดของหัวข้อ (Subject/Directory) ที่สนใจ ในส่วน Yahoo! Web Directory และคลิ๊กเลือกหัวข้อย่อยรองลงไปเรื่อยๆ จนกว่า link จะนำไปสู่หน้าจอของเว็บไซต์ที่มีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องที่ต้องการสืบค้น

6.4 ทดลองใช้ Search Engine อื่นๆที่ได้ยกตัวอย่างไว้ข้างต้น ในการสืบค้นข้อมูลที่อยู่ในรูปของเอกสาร HTML รูปภาพ และ ข้อมูลประเภทอื่นๆ โดยโปรแกรม SearchEngine บางโปรแกรมอาจใช้ภาษาไทยในการระบุคำที่ต้องการสืบค้นได้ เช่น www.siamguru.com

7. การสืบค้นแบบซับซ้อน ด้วยโปรแกรม Google Search Engine

เรียกใช้โปรแกรม Googleโดยพิมพ์ http://www.google.co.th ในช่อง Address ของโปรแกรมInternet Explorer จะปรากฏจอภาพจากเว็บไซต์ของ google จากนั้นคลิ๊กที่ลิงค์ ค้นหาแบบละเอียด ที่ด้านซ้ายของกล่องข้อความ แสดงการเข้าสู่หน้าจอการสืบค้นแบบละเอียด

7.1 การค้นหาแบบละเอียดแบบ ด้วยทั้งหมดของคำ

1 . ที่ช่องแรก ด้วยทั้งหมดของคำ ให้พิมพ์ thai newspaper

2. คลิ๊กที่ปุ่ม สังเกตผลลัพธ์ที่ได้จากการค้นหาว่าเป็นอย่างไร

7.2 การค้นหาแบบละเอียด ด้วยทั้งหมดทุกคำ

1. ในช่องที่สองด้วยทั้งหมดทุกคำ ให้พิมพ์ thai newpaper

2. คลิ๊กที่ปุ่ม ค้นหาโดย Goolgle สังเกตผลลัพธ์ที่ได้จากการค้นหาว่าเป็นอย่างไร

เปรียบเทียบ ผลลัพธ์ที่ได้นี้กับผลลัพธ์ที่ได้จากข้อ 7.1

7.3 การค้นหาแบบละเอียดแบบ ด้วยบางส่วนทุกคำ

1 . ในช่องที่สาม ด้วยบางส่วนทุกคำ ให้พิมพ์ thai newspaper

2. คลิ๊กที่ปุ่ม สังเกตผลลัพธ์ที่ได้จากการค้นหาว่าเป็นอย่างไร

เปรียบเทียบ ผลลัพธ์ที่ได้นี้กับผลลัพธ์ที่ได้จากข้อ 7.1 และ 7.2

7.4 การค้นหาแบบละเอียดแบบ ด้วยบางส่วนทุกคำ และ ไม่มีคำนี้

1 . ในช่องที่สาม ด้วยบางส่วนทุกคำ ให้คงข้อความค้นหา thai newspaper ไว้เหมือนเดิม

2. ในช่องที่สี่ ไม่มีคำนี้ ให้พิมพ์ daily แล้วคลิ๊กที่ปุ่ม

สังเกตผลลัพธ์ที่ได้จากการค้นหาว่าเป็นอย่างไร เปรียบเทียบผลลัพธ์ที่ได้นี้กับผลลัพธ์ที่ได้จากข้อ 7.3 และทำความเข้าใจการระบุวิธีการสืบค้นดังกล่าว

 

7.5 หากต้องการค้นหาแบบละเอียดโดยระบุ ภาษา ที่แสดงอยู่ในเว็บเพจที่เป็นผลลัพธ์จากการ

ค้นหา ทำได้โดยระบุที่ตัวเลือก ภาษา

7.6 หากต้องการค้นหาแบบละเอียดโดยระบุ ชนิด ของแฟ้มข้อมูลที่ต้องการค้นหา ทำได้โดย

ระบุที่ตัวเลือก ชนิดของไฟล์

7.7 หากต้องการค้นหาแบบละเอียดโดยระบุ ระยะเวลา ที่เว็บเพจที่ต้องการค้นหาถูกปรับปรุง

หรือแก้ไข ทำได้โดยระบุที่ตัวเลือก วันที่

7.8 หากต้องการค้นหาแบบละเอียดโดยระบุ โดเมน การค้นหาเว็บเพจที่ต้องการ ทำได้โดยระบุที่ตัวเลือก โดเมน

8. การสืบค้นข้อมูลของสำนักหอสมุดโดยใช้ Web OPAC

ในหน้าต่างโปรแกรม Internet Explorer ในช่อง Address ให้พิมพ์ http://www.buu.ac.th/ จะปรากฏเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยบูรพา แล้วคลิ๊กที่ลิงค์Web OPAC ดังรูปที่ 8-14 เพื่อสืบค้นฐานข้อมูลสารสนเทศของสำนักหอสมุด (Web OPAC)

8.1 ในการค้นหาข้อมูลแบบอย่างง่าย เพื่อค้นหาข้อมูลหนังสือจากสำนักหอสมุดมหาวิทยาลัย

บูรพา ทำได้โดยคลิ๊กลิงค์ค้นหาแบบง่ายดังรูปที่ 8-15 เราสามารถระบุตัวเลือกในการค้นหาได้ตามต้องการ

ดังต่อไปนี้

1 . ค้นหาโดยระบุประเภทคำที่ต้องการค้นหาจาก list box ทดลองเลือก ทุกเขตคำค้น โดยครั้งแรกให้เลือก คำที่ระบุจะอยู่ที่ ตำแหน่งใดก็ได้ จากนั้นทดลองพิมพ์คำสำคัญเกี่ยวกับหนังสือที่ท่านต้องการค้นหา เช่น คอมพิวเตอร์เบื้องต้น

2. ค้นหาโดยระบุประเภทคำที่ต้องการค้นหาจาก list box ทดลองเลือก ชื่อเรื่อง โดยครั้งแรกให้เลือก คำที่ระบุจะอยู่ที่ ตำแหน่งใดก็ได้ โดยสามารถเลือกได้จาก ลิงค์ ค้นแบบง่าย จากนั้นทดลองพิมพ์ชื่อเรื่องหนังสือที่ท่านต้องการค้นหา

3. ค้นหาโดยระบุประเภทคำที่ต้องการค้นหาจาก list box ทดลองเลือก ชื่อเรื่อง โดยครั้งแรกให้เลือก คำที่ระบุจะอยู่ที่ ขึ้นต้นด้วย/ตรงตัว โดยสามารถเลือกได้จาก ลิงค์ ค้นแบบง่าย จากนั้นทดลองพิมพ์ชื่อเรื่องหนังสือที่ท่านต้องการค้นหา

4. ค้นหาโดยระบุประเภทคำที่ต้องการค้นหาจาก list box ทดลองเลือก ผู้แต่ง โดยครั้ง

แรกให้เลือก คำที่ระบุจะอยู่ที่ ขึ้นต้นด้วย/ตรงตัว จากนั้นทดลองพิมพ์ชื่อผู้แต่งหนังสือที่ท่านต้องการค้นหา

8.2 ในการค้นหาข้อมูลแบบซับซ้อน เพื่อค้นหาข้อมูลหนังสือจากสำนักหอสมุดมหาวิทยาลัย

บูรพา ทำได้โดยคลิ๊กลิงค์ค้นข้อมูลแบบซับซ้อนหรือ แฟ้มข้อมูลประเภท



About Me

Home
My Profile
Archives
Friends
My Photo Album

«  January 2009  »
MonTueWedThuFriSatSun
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 

Links


Categories


Recent Entries

การใช้ BLBlog
ไวรัสคอมพิวเตอร์คืออะไร
การใช้โปรแกรมประยุกต์เพื่อการถ่ายโอนแฟ้มข้อมูล
โปรแกรมรับ-ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์
โปรแกรม Web Browser และการสืบค้นข้อมูล

Friends




Power By : BlogKa.com - Free Blog Hosting